admin

To be continue

ถึงแม้ว่ารองเท้า GEMIO จะมีความทนทาน สามารถใช้งานได้ยาวนาน แต่ก็ยังเหมือนกับข้าวของอื่นๆ ถ้าอยากให้อายุการใช้งานนานขึ้น ก็ต้องรู้วิธีการดูแลที่เหมาะสม และการดูแลรองเท้าผ้าทอนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย

วิธีการดูแลรักษารองเท้าผ้าทอ

1.ไม่ควรเหยียบส้นรองเท้าเพราะจะทำให้รูปทรงของรองเท้าเปลี่ยนไปและไม่ดีต่อสุขภาพเท้า

2.ควรนำออกมาตากแดดบ้าง เดือนละครั้ง เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา

3.หากรองเท้าเลอะ ใช้แปรงขนอ่อนๆ ขัดส่วนที่คราบ ใช้น้ำยาซักผ้าอ่อนๆ ไม่ใช้สารฟอกสี เพราะจะทำให้สีซีด และไม่แปรงแรง เพราะจะทำให้ผ้าทอขาดและเป็นขุย เพียงใช้มือขยุ้ม และใช้แปรงปัดไปในทางเดียวกัน

4.ตากรองเท้าในที่ที่มีลมผ่านได้ดี และไม่ควรตากแดดจัดเพราะจะทำให้ผ้าสีซีดและเสื่อมคุณภาพ เทคนิค! อีกนิด ใช้กระดาษหนังสือที่ไม่ใช้แล้วขยำเป็นก้อน กลม ใส่เข้าไปด้านใน นอกจากช่วยดันทรง และยังช่วยให้รองเท้าแห้งเร็วขึ้น

5.เก็บรองเท้าในที่มีอากาศถ่ายเทดี แห้ง ไม่อับชื้นส่วนพื้นรองเท้าและขอบยางล้างทำความสะอาดได้ตามปกติ ไม่ต้องกังวลพื้นรองเท้าหลุดร่อน

หากดูแลรองเท้าตามวิธีข้างต้นแล้ว คุณจะสามารถยืดอายุรองเท้าคู่โปรดของคุณได้อีกยาวเลยครับ

ขั้นตอนในการทำความสะอาดรองเท้าผ้าทอ GEMIO

สิ่งที่ต้องเตรียม ได้แก่

1.รองเท้าที่ต้องการทำความสะอาด

2. แชมพู แนะนำให้ใช้แชมพูเพราะจะอ่อนกว่าผงซักฟอกที่อาจกัดสีทำให้สีผ้าซีด

3.แปรงขนแข็ง

4.แปรงขนอ่อน

5.แปรงสีฟัน

6.ถังใส่น้ำ

7.ที่แขวนตากรองเท้าขั้นตอนการทำความสะอาด

ขั้นตอนการทำความสะอาด

1. ตบรองเท้าเพื่อให้ฝุ่นออก รวมถึงเคาะ ปัดด้านใน ซึ่งอาจจะมีฝุ่นทราย ที่กระเด็นเข้าไปในรองเท้า

2.ใช้แปรงขนอ่อน แปรงเบาๆที่ผ้า โดยแปรงไปทางเดียวกัน เพื่อให้ฝุ่นที่จับบนผ้าออกมาได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ซักได้ง่ายขึ้น

3.ทำความสะอาดที่พื้นรองเท้ายางพารา และขอบยางด้านข้างก่อน เพราะเป็นส่วนที่สกปรกมากที่สุด เพื่อให้คราบสกปรกไม่ได้เลอะเข้าไปติดที่ผ้า โดยฉีดน้ำล้างก่อน และเทแชมพูลงไปที่พื้นรองเท้า จากนั้นใช้แปรงขนแข็งแปรงสกปรกออก และฉีดน้ำล้างคราบสกปรกออกนำรองเท้าไปแช่น้ำเปล่า 5 นาที เพื่อให้ผ้าชุ่มน้ำ เพื่อให้สกปรกหลุดออกมา หากรองเท้าเลอะมาก ให้ใส่แชมพูผสมลงในน้ำเพื่อแช่ด้วย

4.ทำความสะอาดด้านบนผ้าด้วยแชมพู และใช้แปรงสีฟันค่อยๆแปรงเบาๆไปทั่วๆ โดยแปรงไปในแนวผ้าเดียวกัน (ไม่แปรงย้อนไปกลับ) เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผ้าเป็นขุย หรือขาด แต่รองเท้า GEMIO ซับผ้าด้านในชหนาจึงไม่ต้องกังวลผ้าขาดง่าย และฉีดน้ำออกให้สะอาด

5. บีบน้ำออก โดยตะแครงรองเท้า และเทน้ำออก เพื่อให้ตากแห้งง่ายขึ้น แขวนรองเท้ากับที่แขวน และนำไปตากในที่ร่มมีลมโกรก หรือในแดดอ่อนๆ ไม่แนะนำให้ตากแดดจัดเพราะแดดจะทำร้ายสีผ้า ทำให้ผ้าซีด ไม่สวย

การทำความสะอาดรองเท้าจะช่วยล้างคราบสกปรกที่ติด และเพื่อให้รองเท้าไม่เหม็นอับกลิ่นเท้า เพื่อสุขอนามัยของเท้า และการสวมใส่

หากรองเท้าไม่เลอะมาก แนะนำให้นำออกตากลมบ้าง เพื่อลดกลิ่นอับของเท้า เนื่องจากเหงื่อที่ออกที่เท้า จะทำให้เกิดกลิ่น และเชื้อราได้

ใส่ใจรายละเอียดถึงกรรมวิธีผลิตยางพารา!💚

กระบวนการขึ้นรูปรองเท้าด้วยระบบ vulcanization ที่ใช้ในรองเท้าสุขภาพ GEMIO ดียังไง?💡ระบบการทำรองเท้า vulcanization คือกระบวนการขึ้นรูปยางวิธีหนึ่ง ที่ทำให้โมเลกุลของยางพาราจับตัวกันแน่นหนาขึ้น และอบรองเท้าด้วยความร้อน ทำให้ยางที่ใช้ทำพื้นรองเท้าของ GEMIO มีข้อดีก็คือ

1. คุณภาพดีตามมาตรฐานการผลิตโรงงาน

2. เนื้อยางพารากันลื่น

3. แข็งแรงทนทาน ทนการสึกหรอ และรองรับแรงกระแทกได้ดี

4. พื้นไม่หลุดร่อนง่าย ยึดหยุ่นและกระชับติดทนกับรองเท้า เหนือกว่ารองเท้าที่ผลิตโดยใช้กาวทั่วไป และความคงทนดีกว่ารองเท้าที่ผลิตแบบ ‘Cupsole’ บวกกับการออกแบบรูปทรงรองเท้า และแผ่นรองสรีระเท้าของ GEMIO ที่ออกแบบเพื่อซัพพอร์ตการเดินให้มีความเบา สบายและมั่นใจมากขึ้นสามารถ

ลองนวัตกรรมรองเท้าสุขภาพได้แล้ววันนี้

ที่ร้าน – Icon Siam ชั้น 5 / Icon Craft – Siam Discovery ชั้น 3 / Icon Craft – The Mall งามวงศ์วาน ชั้น 6 / ร้าน Chivit-D by SCG- ร้าน Health club / รพ.วิภาวดี- ร้าน Save drug/ รพ.กรุงเทพ ซอยศูนย์วิจัย- ร้าน Save drug/ รพ. กรุงเทพ-พัทยา.

GEMIOYou move, we support.

Line : @gemio or click

https://bit.ly/3ke97vo.#youmovewesupport#gemioTH#SupportshoesTH#Careinsoledesign#innovativerubber#ecorubber#ECO#rubbersole#woven#craft#handcraft#lifestyleshoes#shoes#รองเท้าผ้าทอพื้นยางพารา#รองเท้าสุขภาพ#รองเท้ารักษ์โลก#นวัตกรรม#ผ้าทอ#คราฟท์

สนับสนุน ซีรี่วัยรุ่น GEMIO เป็นสปอนเซอร์รองเท้าที่นายแบบใส่ถ่ายทำในเรื่อง

GEMIO

NITIMAN

– Story –

เรื่องราวของนักศึกษานิติศาสตร์ที่ชื่อ “วิศวกร (บีบอม)” ที่ใครๆก็

บอกว่าหล่อกว่าเดือน แถมเพียบพร้อมทุกด้าน และ นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ ซื่อว่า “นิติกร (จิน)” หนุ่ม

น่ารัก สดใส เฟรนต์ลี่ ดีกรีเดือนมหาวิทยาลัย

จากเหตุการณ์ที่ทำให้คนหนึ่งเกิดความประทับใจกลายเป็นความรัก กับอีก

เหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้อีกคนหนึ่งเข้าในผิดจนกิดความไม่ชอบหน นำพามาซึ่งความวุ่นวายที่กลุ่มผองเพื่อน

ทั้งฝั่งกีพา และดนตรี ที่ยื่นมือเข้มาช่วยและคายปมเหตุการณ์และเรื่องราวต่าง ๆ

ความสัพันธ์หลายรูปแบบก่อเกิดขึ้นและดำเนินไป….. นิติแมนแฟนวิศวะ #มนุษย์นิติสังคมและคนรัก”

หนุ่มนิติ กับ หนุ่มวิศวะ พร้อมด้วยผองเพื่อน ที่ทำให้เกิดความสนุกครบรส รวมถึงมีกีพาและดนตรีมาเป็น

ตัวช่วยเพิ่มสีสันและเชื่อมความสัมพันธ์ต่างๆ …..

“…..มนุษย์ สังคม คนรัก……”

เพลงประกอบซีรี่โดย วงซีซันไฟฟ์ (Season Five)

ซึ่งเป็นวงดนตรีประสานเสียง แนวเพลงสไตล์ ปือป, อะแคป

เปลลา, R&B ที่มีผลงานเพลงมากมาย อย่างเช่น Event, แหลก

เพลงประกอบซีรีส์ “นิติแมนแฟนวิศวะ”

#มนุษย์นิติสังคมและคนรัก

ผู้ร้องเพลง : Season Five , นักแสดง

ภูมิปัญญาการผลิตพื้นรองเท้าที่สืบทอดมากว่า 50 ปี ของ GEMIO“เทคโนโลยีระบบ Vulcanization” คือการขึ้นรูปยางพารา ด้วยกรรมวิธีเฉพาะและอบด้วยความร้อนสูงในเตาอบทำให้ ได้วัตถุดิบที่ได้มีความยืดหยุ่น แข็งแรง และมีทนทานต่อการใช้งานGEMIO ได้คิดค้นนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยนำเส้นใยธรรมชาติจากเศษผ้าที่เหลือในกระบวนการตัดเย็บ มาผสมในยางพารา แทนที่จะทิ้งออกไปโดยไม่เกิดประโยชน์ แต่เรานำมาขึ้นรูปด้วยเทคนิคพิเศษเพื่อให้ได้ยางพารา “ECO 2 surface©” เรานำมาใช้เป็นพื้นรองเท้า และส่วนประกอบต่างๆ ที่มีคุณสมบัติแข็งแรง ทนต่อการสึกหรอมากขึ้น ไม่ลื่น และเกิดลวดลายที่พื้นผิวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของรองเท้า GEMIO เท่านั้น

อ้างอิง

https://web.facebook.com/thegemio/photos/a.3214803365307156/3367126963408128/

รองเท้าผู้หญิงเพื่อสุขภาพเจมิโอ

แบรนด์ GEMIO ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนเรามาโดยตลอด

เราเชื่อว่าเรื่องการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราไม่หยุดที่จะค้นหาสิ่งที่ช่วยเติมเต็มให้ลูกค้ามีความสุขในการใช้ชีวิตด้วยการผลิตรองเท้าที่ดี

โดยในวันนี้ GEMIO ได้พัฒนาภาพลักษณ์ของแบรนด์เราไปอีกขั้น เพื่อขับเคลื่อนให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในกลุ่มที่กว้างขึ้นและพัฒนามาตรฐานในด้านต่างๆเพื่อให้ลูกค้าเดิมยังคงอยู่อยากให้ทุกคนติดตามกันต่อไปและ GEMIO จะไม่หยุดพัฒนาแบรนด์และคุณภาพสินค้าของเรา เพื่อให้ทุกท่านได้สวมใส่รองเท้าคุณภาพดีและมีความสุขเมื่อเดินบนรองเท้าของเรารองเท้าผ้าทอพื้นยางพารานวัตกรรมเพื่อสุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ดีไซน์แพทเทิร์นอย่างมีเอกลักษณ์ด้วยผ้าทอมือจากชาวบ้านหลากหลายท้องถิ่น ด้วยประสบการณ์ในด้านการผลิตรองเท้าพื้นยางพารา (vulcanization) มากว่า 50 ปี ทำให้เรามั่นใจในเทคโนโลยี insole (แผ่นรองสรีระเท้า) และ outsole (พื้นรองเท้า) ของเราจะทำให้ผู้สวมรู้สึกสบาย และมีสุขภาพเท้าที่ดี

ทำไม Logo ใหม่ของ GEMIO ต้องเป็นหมีขั้วโลก 2 ตัว?
ต้องเล่าก่อนว่า หมีขาวขั้วโลก (Polar bear) เป็นสัตว์ที่มีคุณลักษณะที่
แสดงถึง ความแข็งแรง มีพลัง เข้มแข็ง มีความอดทนในสภาพแวดล้อมที่เย็นจัด อุญหภูมิติดลบ มันก็สามารถ เดิน, เกาะ บนพื้นน้ำแข็งได้เป็นอย่างดี

ลักษณะ สีขาว ของขนปุกปุยของหมี แสดงถึงความสง่า และน่าเกรงขาม ได้เป็นอย่างดี แต่มียังคงความเข้าถึงง่าย (Friendly) อีกด้วย ทำให้ปัจจุบันมีคนนำคาแร็กเตอร์หมีไปใช้มากมาย หลากหลายบริบท

หมีขาวขั้วโลกของ GEMIO ทำไมถึงต้องมาเป็นคู่?
ย้อนไปในตอนที่เราตั้งชื่อแบรนด์ของเรา GEMIO มาจากคำว่า “Gemini” หรือ ราศีคนคู่
ซึ่งสื่อถึง รองเท้าที่จะต้องมีทั้งสองข้าง เป็นคู่กันไป และพร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน

ดังนั้น หมีขาวขั้วโลก ก็เหมือนกับ รองเท้าของเราที่ ซัพพอร์ต แข็งแรง ทนทาน ไม่ลื่น และสวยงามดีไซน์ทันสมัย

โซนผู้สูงอายุ 60+ มีรองเท้าผ้าทอพื้นยางพารา ECO ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ แบรนด์คนไทย “GEMIO” เหมาะสำหรับนักเดินทางโดยเฉพาะผู้สูงวัย ด้วยโรงงานผลิตที่มีประสบการณ์ ผลิตรองเท้าผ้าใบมานานกว่า 40 ปี จึงคิดค้นนวัตกรรมยางพารา ECO โดยนำเศษผ้าที่เหลือจากกระบวนการตัดเย็บ มาเพิ่มมูลค่าผสมยางพารา สร้างลวดลายบนพื้นผิว เพิ่มคุณสมบัติยางพาราทนทาน ไม่ลื่น และทนต่อการสึกหรอได้ดี อีกทั้งส่งเสริมผ้าทอย้อมสีธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทย เพื่อให้มีความเป็นแฟชั่นผ้าไทย สวยงาม ใส่สบาย ในชีวิตประจำวัน

อ้างอิง

https://www.ryt9.com/s/prg/2974617

รองเท้ากระเป๋าผ้าทอไทย

ทุกวันนี้งานออกแบบเพื่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เครื่องมือส่งเสริมการตลาดหรือเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรอีกต่อไป แต่คือสิ่งที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญในการพัฒนาทุกชิ้นผลิตภัณฑ์ เช่นเดียวกับ Gemio Shoes แบรนด์รองเท้าที่มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์แนว Eco-Friendly ตั้งแต่การคัดเลือกวัสดุ รูปแบบผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงกระบวนการผลิต เพื่อให้รองเท้าหนึ่งคู่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทุกองศา วันนี้ทีมงาน TCDCCONNECT ได้รับโอกาสดีๆพูดคุยกับคุณอภิกษณา เตชะวีรภัทร ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Gemio Shoes

ต่อยอดธุรกิจครอบครัว

อภิกษณาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะมนุษย์ศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนต่อปริญญาโทด้านการจัดการสำหรับเป็นผู้ประกอบจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เช่นเดียวกับคนทั่วไป เธอก้าวเข้าสู่ระบบการทำงานแบบมนุษย์เงินเดือนที่ MEP (Mitsubishi Engineering-Plastics) โดยเลือกทำงานด้านพลาสติก แม้ว่าเธอจะมีความสุขกับการทำงาน แต่ในใจลึกๆ เธอยังอยากกลับไปสานฝันกับธุรกิจรองเท้า ธุรกิจของครอบครัวที่เลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เยาว์วัย ด้วยเหตุนี้เธอจึงตัดสินใจก้าวเดินออกจากองค์กรที่เธอทำงานมากว่า 10 ปีสู่การนับหนึ่งใหม่กับธุรกิจรองเท้าภายใต้แบรนด์ Gemio Shoes โดยมุ่งมั่นที่จะพลิกแนวคิดการผลิตรองเท้าของครอบครัวพร้อมสร้างแบรนด์ใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายหลัก

หาจุดแข็งสร้างแบรนด์ให้แกร่ง

อภิกษณาเริ่มต้นการทำงานโดยได้รับคำปรึกษาจากพี่ชายที่ดูแลธุรกิจครอบครัวมาโดยตลอด เดิมทีธุรกิจการผลิตรองเท้าของครอบครัวเน้นปริมาณการผลิตจำนวนมาก ขายเยอะๆ ราคาถูก โดยมีพ่อค้าคนกลางรับช่วงกระจายสินค้าไปตามร้านค้าปลีกทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แต่เมื่อธุรกิจมีการแข่งขันสูง รูปแบบการกระจายผลิตภัณฑ์ผ่านพ่อค้าคนกลางก็เริ่มลดน้อยถอยลง เธอคิดว่า ถ้าเดินเครื่องตามกรอบการทำงานแบบเดิมๆก็อาจส่งผลให้ธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยเหตุนี้เธอจึงเริ่มต้นด้วยการศึกษากระบวนการทำงานอย่างละเอียดทั้งในเรื่องของการออกแบบ การนำวัสดุมาใช้ รวมไปถึงกระบวนการผลิตเพื่อค้นหาเอกลักษณ์ที่แตกต่าง ในที่สุดเธอค้นพบว่า กระบวนการทำรองเท้าแบบแฮนเด์เมด ตั้งแต่การทำพื้นรองเท้ายาง การตัดเย็บ การเลือกใช้วัสดุ เป็นจุดแข็งที่โดดเด่นที่ผู้ผลิตรองเท้าไม่ค่อยมี สามารถนำมาสร้างนวัตกรรมใหม่ๆได้

นวัตกรรมอบรองเท้า

เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ Gemio Shoes คือกระบวนการอบรองเท้าที่อภิกษณาให้คำจำกัดความว่าเหมือนการอบขนมในเตาอบ กระบวนการนี้เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสามารถเสริมเสน่ห์สร้างลวดลายพร้อมเพิ่มคุณสมบัติให้กับรองเท้าก่อนนำไปใส่แม่พิมพ์ และเข้าเตาอบขึ้นรูปรองเท้าในขั้นตอนสุดท้าย คล้ายๆกับการทำขนมที่เราสามารถใส่ลูกเกด เพิ่มอัลมอนด์ โรยช็อคโกแลตชิพ ฯลฯ บนคุกกี้ก่อนเข้าเตาอบเช่นกัน

อภิกษณาคิดค้นนวัตกรรมการทำพื้นรองเท้ายางพารา Eco (Eco 2 Surfaces Rubber) โดยนำเศษผ้าที่หลงเหลือจากขั้นตอนการตัดเย็บรองเท้ามานวดผสมในยางพารา (แทนการใช้ยางพารา 100% เหมือนที่เคยทำมา) เธอใช้เทคโนโลยีการคงรูปยาง Vulcanization ที่ีอาศัยความร้อนกระตุ้นสารเคมีที่ผสมอยู่ในยางคอมพาวด์แล้ว เกิดปฏิกิริยาเชื่อมโยงโมเลกุลให้เป็นโครงสร้างตาข่ายสามมิติ ทำให้ยางคอมพาวด์ หรือยางดิบที่ไม่สามารถใช้งานได้ แปรสภาพเป็นยางคงรูป หรือยางสุก มีสมบัติเสถียรไม่เปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิ กลายเป็นเสน่ห์ของรองเท้าผ้าใบที่สร้างพื้นผิวที่แตกต่าง ส่วนผสมของเศษผ้าบนพื้นยางนอกจากจะทำให้เกิดลวดลายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้ว ยังเสริมให้พื้นรองเท้ายางมีความทนทาน ไม่สึก ไม่ลื่นง่าย เรียกได้ว่าหนึ่งคู่รองเท้ามีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าเดิมมาก ทั้งนี้นวัตกรรมการทำพื้นรองเท้ายาง Eco 2 Surfaces Rubber ได้รับการอนุมัติิให้จัดแสดงในห้อง Material Connexion พร้อมจัดแสดงตัวอย่างที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC)

เสริมเอกลักษณ์ด้วยผ้าทอพื้นเมือง

นอกจากพื้นรองเท้าที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นแล้ว อภิกษณาเลือกใช้ผ้าทอพื้นเมืองจากกลุ่มชาวบ้านที่ทำงานร่วมกับศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (ศศป.) รวมไปถึงการเลือกผ้าพื้นเมืองตามท้องถิ่นต่างๆที่ผลิตโดยครูช่าง หรือช่างฝีมือการทอผ้าพื้นเมืองท้องถิ่น โดยเลือกเนื้อผ้าที่มีความคงทน และลวดลายการทอที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค 

อภิกษณา เลือกใช้ผ้าย้อมสีธรรมชาติเท่านั้นเพื่อตอกย้ำจุดยืนของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยกรรมวิธีการอบรองเท้าแบบ Vulcanization ในกระบวนการผลิตทำให้เนื้อผ้าด้านบนเชื่อมเป็นเนื้อเดียวกับพื้นยางรองเท้า และขอบยางรอบพื้นรองเท้า จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า รองเท้า Gemio Shoes มีความทนทานมากกว่ารองเท้าที่เราพบเห็นในปัจจุบัน แตกต่างจากรองเท้าทั่วไป เช่น รองเท้าส้นสูงที่ส่วนใหญ่ใช้พื้นพลาสติก PVC หรือพื้นไม้ จากนั้นใช้กาวยางเชื่อมผิวผ้าหรือหนังด้านบน ทำให้รองเท้าพังง่าย ส้นหลุดบ่อย หรือรองเท้าผ้าใบที่ใช้กรรมวิธีการฉีดยางเข้าแม่พิมพ์ ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างพื้นยางกับผิวผ้าใบด้านบนไม่แน่นหนาเหมือนกรรมวิธี Vulcanization ของ Gemio Shoes การนำผ้าทอจากท้องถิ่นมาใช้นอกจากจะช่วยทำให้รองเท้ามีความสวยงามอย่างมีเอกลักษณ์แล้ว ยังเป็นการสนับสนุนงานหัตถกรรมช่างฝีมือท้องถิ่น เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชน พร้อมสานต่อรูปแบบงานทอให้คงอยู่สืบทอดต่อไปด้วย

รูปแบบผลิตภัณฑ์ และเป้าหมายในอนาคต

เนื่องจาก Gemio Shoes ไม่ได้ตั้งเป้าที่จะเป็นรองเท้าแฟชั่นแบบสุดโต่ง อีกทั้งยังเป็นช่วงเริ่มต้นในการสร้างแบรนด์พัฒนาผลิตภัณฑ์ ทีมงานจึงไม่ได้ออกแบบรองเท้าตามซีซั่นเหมือนเช่นเสื้อผ้า แต่วางแผนที่จะคลอดลวดลายใหม่ๆประมาณ 3 ครั้งต่อปี ปัจจุบัน Gemio Shoes มีรองเท้า 3 รูปแบบ ได้แก่ รองเท้าผ้าทอมือทรงผู้หญิง รองเท้าผ้าใบ และรองเท้าสวมใส่สบายแบบ Slip-on ที่ไม่มีชิ้นผ้าบริเวณด้านหลัง พร้อมตอกย้ำให้เป็นแบรนด์รองเท้าเพื่อสุขภาพด้วย อภิกษณามุ่งมั่นที่จะสร้างแบรนด์ Gemio Shoes ให้เป็นที่รู้จักในระดับสากลภายในระยะเวลา 5 ปี โดยดึงเอาเอกลักษณ์ทั้งในเรื่องกระบวนการผลิต นวัตกรรมด้านวัสดุ การใช้ผ้าทอพื้นเมืองของไทย และการอบรองเท้าแบบ Vulcanization มาสร้าง “คุณค่า” และ “มูลค่า” ให้กับแบรนด์

ผสมผสานตลาดออฟไลน์ และออนไลน์

ในส่วนของช่องทางการขาย ทีมงานเลือกใช้การตลาดแบบออฟไลน์ เพื่อจับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการสัมผัสของจริง อยากทดลองสวมใส่รองเท้าก่อนการซื้อ ควบคู่ไปกับการทำตลาดบนโลกออนไลน์สำหรับลูกค้าที่นิยมการซื้อผ่านตลาดออนไลน์ ปัจจุบันแบรนด์ Gemio Shoes มีวางขายในบริเวณพื้นที่ชั้น 4 Ecotopia, Siam Discovery และออกบูธขายสินค้าตามงานอีเว้นท์ที่สอดคล้องกับทิศทางของแบรนด์ เช่น งาน Thai Fabric and Crafts Fair 2018 ที่รวบรวมสุดยอดสินค้าภูมิปัญญาไทยจากผู้ผลิตโดยตรง งาน Style 2018 ในบูธ 60+ ที่รวบรวมงานสิ่งทอเพื่อผู้สูงอายุ หรืองาน Craft Bangkok 2018 ที่เน้นผลิตภัณฑ์จากงานหัตถกรรมช่างฝีมือ เป็นต้น อภิกษณา กล่าวว่าข้อดีของการขายผ่านการออกบูธ ทำให้เธอมีโอกาสพูดคุยกับลูกค้าโดยตรง สามารถอธิบายแนวคิดของผลิตภัณฑ์ พร้อมได้รับคำแนะนำดีๆจากลูกค้า ในส่วนของตลาดออนไลน์ ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อผ่านช่องทางเว็บไซท์ และเฟสบุ๊ค กลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาส่วนใหญ่จะนิยมซื้อของออนไลน์อยู่แล้ว รวมไปถึงลูกค้าเดิมที่ต้องการซื้อซ้ำเพราะมั่นใจในคุณภาพโดยไม่ต้องสัมผัสรองเท้าจริงก่อนการตัดสินใจอีกครั้ง

ก่อนจากกัน อภิกษณา ทิ้งท้ายไว้ว่า สิ่งที่ภูมิใจที่สุดในการทำงานคือ การได้สานต่อธุรกิจครอบครัวโดยมุ่งหวังให้ธุรกิจมีความยั่งยืน โดยดึงเอาศักยภาพสูงสุดของกระบวนการทำงานมาสร้างเอกลักษณ์ผ่านนวัตกรรมใหม่ๆที่ให้ความสำคัญกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม

ข้อคิดประเด็นเด็ด

– การศึกษากระบวนการผลิตขององค์กรอย่างละเอียด ช่วยให้เราเห็นช่องทางในการสร้างนวัตกรรมจากสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว
– การสร้างความแตกต่างไม่ใช่การทำสินค้าให้สวยงามเพียงมุมมองเดียว แต่คือการนำ วัสดุ กระบวนการผลิต รูปแบบการขาย ฯลฯ มาสร้าง “คุณค่า” ให้เกิดขึ้นบนผลิตภัณฑ์
– การพัฒนาสินค้าแนว Eco Product ไม่ได้ถูกตีกรอบไว้เพียงแค่สินค้าที่ผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ หรือวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้เท่านั้น แต่รวมไปถึงทุกขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นการนำเศษวัสดุที่หลงเหลือจากกระบวนการผลิตกลับมาใช้ใหม่เพื่อลดปริมาณขยะ การคำนึงถึงอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ที่ทนทาน ฯลฯ
– การตลาดบนโลกออนไลน์สำหรับรองเท้า ส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อซ้ำเพราะลูกค้ามั่นใจในคุณภาพอยู่แล้ว ดังนั้นเราจำเป็นต้องมีพื้นที่วางขายแบบออฟไลน์เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสสินค้าด้วย
– การออกบูธตามงานอีเว้นท์ จำเป็นต้องเลือกรูปแบบของงานที่สอดคล้องกับทิศทางของแบรนด์ เพราะนอกจากจะช่วยเสริสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์แล้ว ยังเพิ่มโอกาสให้เราพบกับกลุ่มเป้าหมายของเราด้วย

อ้างอิง

https://www.tcdcconnect.com/content/detail/31798/?m=TCDC&t=know_who

Main Idea

  • ต้องยอมรับความจริงว่า หนึ่งในต้นเหตุที่สร้างปัญหาขยะล้นโลก มาจากอุตสาหกรรมแฟชั่นที่หลายๆ ครั้งมักถูกมองว่าเป็นธุรกิจผลิตขยะตัวดี แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความพยายามของหลายๆ แบรนด์ ที่คิดนำเอาขยะมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ ซึ่งยังคงคุณค่าและสวยงามในแบบของตัวเองไว้ได้อย่างลงตัว
  • เช่นเดียว GEMIO แบรนด์รองเท้าของคนยุคใหม่ ที่ได้มีการนำเอาขยะจากโรงงานของตัวเองอย่างเศษผ้าเหลือทิ้งมาผสมกับยางพาราเพื่อนำไปขึ้นรูปเป็นพื้นรองเท้าคุณสมบัติพิเศษ จนออกมาเป็น GEMIO รองเท้าเพื่อสุขภาพที่ดูดีมีสไตล์แถมยังดีต่อโลกอีกด้วย

     ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกมักจะได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบความเป็น ECO อยู่เสมอ ยิ่งในปัจจุบันผู้คนให้ความใส่ใจกับปัญหาภาวะโลกร้อน และวิกฤตขยะล้นโลกมากขึ้น ก็ยิ่งส่งผลให้สินค้าเหล่านี้ถูกจับตามอง เพราะธุรกิจที่ดีต่อโลกนั้นไม่เพียงทำให้ขยะลดลงหรือมลภาวะหายไปเท่านั้น หากแต่ยังทำให้เกิดความยั่งยืนได้อย่างแท้จริงอีกด้วย          

 “GEMIO” เป็นหนึ่งในแบรนด์รองเท้าไทยที่เล็งเห็นถึงปัญหาขยะ และพยายามแก้ไขในแบบของตัวเอง โดยเริ่มจากการสร้างแบรนด์ให้เป็นกลายเป็นตัวอย่างของธุรกิจรักษ์โลก พยายามจุดกระแสเพื่อให้ผู้คนสนใจความเป็น ECO มากขึ้น จึงก่อเกิดเป็นแบรนด์รองเท้าของคนยุคใหม่ที่มีทั้งแฟชั่นและฟังก์ชั่นครบจบในคู่เดียว! ผู้ร่วมก่อตั้งของธุรกิจน้ำดี คือ “อภิกษณา” และ “อัครชัย” เตชะวีรภัทร สองพี่น้องที่เข้ามาสานต่อกิจการโรงงานรองเท้าของพ่อ ซึ่งอยู่มานานกว่า 50 ปี

     “คุณพ่อทำโรงงานมากว่า 50 ปีแล้ว ส่วนรุ่นของพวกเราเหมือนมาสานต่อสิ่งที่พ่อทำ โดยโรงงานของเราทำรองเท้าเป็นงานทำมือในระบบวัลคาไนซ์ (Vulcanization) หรือระบบที่จะใช้ยางดิบมาขึ้นรูปเป็นแผ่นยางแล้วนำมารีดให้กลายพื้นรองเท้า โดยกระบวนการทำต้องใช้มือรีดออกมาเรียกได้ว่าเป็นการประกอบด้วยมือและนำไปเอาเข้าเตาอบเพื่อให้ยางเซ็ตตัวจึงจะเอาออกมาใช้งานได้ ซึ่งระบบวัลคาไนซ์นั้นจะทำให้ยางมีความทนทานต่างจากการทำรองเท้าในแบบฉีดให้ขึ้นรูปทั่วไป”

  โรงงานของผู้เป็นพ่อ นอกจากจะมีแบรนด์เป็นของตัวเองแล้วยังมีการรับทำรองเท้าให้กับแบรนด์วัยรุ่นใน IG หรือแบรนด์รองเท้าแฟชั่นอีกด้วย ซึ่งทายาทมองว่า โรงงานแห่งนี้มีศักยภาพในการทำรองเท้าแฟชั่นเป็นอย่างมาก และเมื่อวันที่ต้องสานต่อจึงได้พัฒนานวัตกรรม การผลิตด้วยระบบวัลคาไนซ์ที่สามารถนำเศษยางมาผสมใหม่ แล้วมาบวกกับเศษผ้าทอที่เหลือจากการนำมาประกอบรองเท้า เพื่อขึ้นรูปให้กลายพื้นรองเท้าแบบใหม่ จนเกิดเป็นแบรนด์ GEMIO อย่างในปัจจุบัน

     “เรามองว่ายางของเรานั้นนอกจากจะนำมาผสมใหม่ได้อีกครั้งโดยที่คุณสมบัติยังคงเดิมแล้ว ยังสามารถทำสีหรือเพิ่มวัสดุอื่นๆ เข้าไปได้อีกด้วย อีกทั้งยังเห็นว่าในกระบวนการทำรองเท้าในขั้นตอนการตัดผ้าเพื่อขึ้นรูปรองเท้านั้นก่อให้เกิดเศษผ้าจำนวนมาก จึงเริ่มทดลองเอายางพารากับเศษผ้าที่เหลือจากการขึ้นรูปนี้มาผสมกัน จนกลายเป็นนวัตกรรมยางพาราผสมเส้นใยธรรมชาติที่มาพร้อมคุณสมบัติมากมาย จากการทดสอบพบว่า ยางเหล่านี้มีความทนทานมากขึ้น กันลื่นได้ดี ไม่เปียกน้ำ ซึ่งกระบวนการนี้จะสามารถยืดอายุขยะให้ช้าลงได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ดังนั้นเราจึงนำมาเป็นจุดเด่นของผลิตภัณฑ์” ทายาทเล่า

 GEMIO  เลือกซื้อยางพารากับสหกรณ์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทย และยังใช้ความชอบของทั้งสองคนที่หลงใหลในความสวยงามของผ้าทอเป็นทุนเดิม ไม่ว่าจะเป็นผ้าไทยที่มีเสน่ห์ในตัวเองอยู่แล้ว ผ้าทอมือ ผ้าย้อมสีธรรมชาติลวดลายต่างๆ โดยไม่ได้เจาะจงว่าต้องมาจากชุมชนไหน

     ส่วนการดีไซน์นั้นพยายามทำให้รองเท้าไม่ออกมาในรูปแบบไทยจ๋า เพราะหลายครั้งที่รองเท้ารักษ์โลกหรือรองเท้าเพื่อสุขภาพมักจะมีภาพลักษณ์ไม่ทันสมัย ดังนั้นจึงเลือกสร้างสรรค์รองเท้าให้สามารถนำมามิกซ์แอนด์แมทช์กับเสื้อผ้าได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นทางการแบบใส่สูท หรือแบบไม่เป็นทางการก็สามารถสวมใส่ได้

     อีกหนึ่งเป้าหมายของแบรนด์คือเมื่อลูกค้าใส่รองเท้า GEMIO แล้ว สีสันและรองเท้าจะแสดงให้เห็นถึงความเป็นตัวตนของผู้สวมใส่ เพราะรูปแบบและสไตล์ที่ไม่ซ้ำใคร บวกกับแฟชั่นไทยร่วมสมัยที่รองเท้าบางรุ่นก็มีแค่คู่เดียวในโลก ในขณะเดียวกันทางแบรนด์ยังคำนึงถึงความสะดวกสบายของสวมใส่ทั้งของผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่สุดของการเป็นรองเท้า

     “ต้องบอกว่าเราทำ ECO มานานแล้ว แต่สมัยก่อน ECO ไม่ค่อยมีคนเข้าใจเยอะมากนัก แต่ในตอนนี้เราต้องการเป็นตัวอย่างที่จะทำให้ทุกคนเข้าใจและตระหนักในเรื่องการดูแลรักษาธรรมชาติมากขึ้น ธุรกิจของเราอาจไม่ได้ออกไปช่วยเก็บขยะ แต่เราจะทำให้โรงงานไม่ต้องทิ้งเศษขยะออกไปเป็นภาระของโลก แถมโรงงานของเรายังถูกรับรองด้วย GI – Green Industry โรงงานสีเขียว และนวัตกรรมยางพาราผสมเศษผ้า หรือ ยางนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ยังได้รับมาตรฐาน G หรือ G production จากกรมสิ่งแวดล้อมอีกด้วย นี่คือ วิธีหนึ่งที่เราจะช่วยธรรมชาติด้วยการนำขยะกลับมาเป็นวัสดุใหม่ ซึ่งในตอนนี้เราก็มีแผนในการต่อยอด คือผลิตภัณฑ์ของเราจะไม่ได้มีแค่รองเท้าอย่างเดียว แต่จะมีกระเป๋าใส่เหรียญ กระเป๋าแว่นตา กระเป๋าในรูปแบบต่างๆ ที่ทำจากยางพวกนี้ ด้วยคุณสมบัติเรื่องความทนทานจึงทำให้เวลาตกจะไม่แตก แถมยังสามารถนำไปล้างแล้วเอามาใช้ใหม่ได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเปื่อยยุ่ยอีกด้วย”

นอกจากนี้ GEMIO ยังมีแผนที่จะนำวัสดุเหลือทิ้งหรือขยะในรูปแบบอื่นๆ มาผสมรวมกับยางเพื่อสร้างเป็นวัสดุชิ้นใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหล่านั้น ที่ทำคัญคือการช่วยยืดอายุวัสดุให้เป็นขยะช้าลงได้อย่างน่าสนใจอีกด้วย

     GEMIO เป็นอีกตัวอย่างของแบรนด์รักษ์โลก ที่ใช้จุดแข็งของตัวเองมาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ได้ทั้งแฟชั่นและฟังก์ชั่นการใช้งาน อีกทั้งยังเลือกวางตัวเองให้เป็นมิตรกับโลก เพื่อร่วมลดปัญหาภาวะโลกร้อน เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดขยะล้นโลก เพื่อสร้างธุรกิจยั่งยืนเคียงคู่ผู้คนและโลกใบนี้

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

อ้างอิง

by SME Thailand. 31 พค. 2020

https://www.smethailandclub.com/entrepreneur-5852-id.html